30ปี14ตุลา.png [ 18.48 KiB | เปิดดู 544 ครั้ง ]
รายการ ถึงลูกถึงคน สอบประวัติศาสตร์ 30 ปี 14 ตุลาฯผู้ดำเนินรายการ ...
สรยุทธ์ สุทัศนจินดา
ผู้ร่วมรายการ ...
1. อ.เทพมนตรี ลิมปพยอม ..... นักวิชาการประวัติศาสตร์
2. พ.ท.กิจก้อง กิตติขจร ..... บุตรชาย พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
3. ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ ..... อดีตแกนนำนักศึกษา
4. สมพงษ์ สระกวี ..... สว.สงขลา ส.ว.สงขลา อดีตแกนนำนักศึกษา
5. ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ..... อาจารย์ประวัติศาสตร์ไทย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
************************************************************************
สรยุทธ : ..... วันนี้คุณเทพมนตรีทำหน้าที่นักประวัติศาสตร์ หรือองครักษ์พิทักษ์ทรราชย์
อ.เทพมนตรี : ..... เป็นคำกล่าวขานของกรุงเทพธุรกิจที่กล่าวหาผมอย่างนั้น แต่ผู้เป็นอสูรย่อมเข้าใจอสูร ผมเพิ่งรู้จัก พ.อ.ณรงค์ ประมาณ 4 เดือน ผมคงไม่เข้าใจจิตใจของท่านหรอกครับ
สรยุทธ : ..... รู้จักแค่ 4 เดือน ทำไมคุณเทพมนตรีถึงเชื่อ
อ.เทพมนตรี : ..... ผมอยากจะนำเอกสารที่เป็นชั้นความลับทั้งหลายในประเทศนี้ที่เกี่ยวกับ 14 ตุลาฯ ออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รู้จัก ให้นักวิชาการได้เห็น ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นงานยากในการเข้าถึงข้อมูล เพราะเท่าที่ติดตามมา ก็ไม่เห็นมีใครออกมาเห็นแย้งกับสิ่งที่เชื่อกันมา 30 ปี และ พ.อ.ณรงค์ ก็บอกว่าไม่มีใครเข้ามาสอบถามข้อมูลในเหตุการณ์ครั้งนี้
สรยุทธ : ..... แล้วทำไมถึงเชื่อ พ.อ.ณรงค์
อ.เทพมนตรี : ..... ผมไม่ได้เชื่อ 100%
สรยุทธ : ..... คุณเทพมนตรีทำงานชิ้นนี้โดยการตั้งธงเอาไว้ที่สัมภาษณ์หรือพูดคุยกับ พ.อ.ณรงค์ ก่อนแล้วค่อยหาหลักฐานมาสนับสนุน
อ.เทพมนตรี : ..... แน่นอนครับว่ามีการคุยกันมาก่อน แต่ถ้าเข้าใจว่าเป็นฉบับของ พ.อ.ณรงค์ ก็ผิดแล้วครับ เพราะเป็นเพียงแค่คำบอกเล่า เช่นเดียวกับกระบวนการประชาชนก็เป็นแค่คำบอกเล่า
สรยุทธ : ..... มีตรงไหนที่ พ.อ.ณรงค์ พูดแล้วไม่เชื่อไม๊
อ.เทพมนตรี : ..... มีครับ เช่น ชีวิตส่วนตัว ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี เช่นเดียวกับทุกๆ คน ส่วนที่ไม่ดี บางทีเขาก็บอกว่าดีก็ได้ ดังนั้น สิ่งที่พูดต้องไปตรวจสอบกับเอกสาร
สรยุทธ : ..... ไม่เคยสงสัยคุณพ่อเลยใช่ไม๊
พ.ท.กิจก้อง : ..... ไม่เคยครับ ตอนนั้นผมอายุ 9 ขวบ คือเกิดทัน แต่โตไม่ทัน แต่จากที่ผมได้รับมาคือสื่อฯ หนังสือ คำบอกเล่า ซึ่งพวกนี้คงไม่สามารถเป็นหลักฐานได้ ฉะนั้น อ.เทพมนตรี ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน มาเจอกัน ซึ่งครั้งแรก อ.เทพมนตรีไม่อยากคุยกับผมด้วยซ้ำไป แต่จังหวะมาเป็นกรรมการหมู่บ้านด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ทางอาจารย์ก็ตั้งข้อสงสัยกับผมว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นจริงหรือไม่ ผมก็พาอาจารย์ไปคุยกับคุณพ่อ
สรยุทธ : ..... ผมถาม พ.อ.กิจก้อง เป็นหลานของจอมพลถนอม ซึ่งเป็นปู่ จอมพลประพาสน์ ซึ่งเป็นตา และ พ.อ.ณรงค์ เป็นพ่อ ไม่เคยสงสัยเลยเหรอ
พ.ท.กิจก้อง : ..... สงสัยครับ แต่ว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุจริงหรือเปล่า หรือมีอะไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อมีคนอื่นมาถามผมในเหตุการณ์นั้น ผมก็ไปถามพ่อ แต่ก็ไม่เชื่อ 100% ผมก็ไปศึกษาหาหนังสือมาอ่าน ก็ยังไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี แต่ผมในฐานะลูกหลาน ก็ต้องบอกว่าเราต้องเชื่อพ่อเราไว้ก่อน
สรยุทธ : ..... ฝ่ายนี้บอกว่าไม่เคยมีนักประวัติศาสตร์ไปถามเลย
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ในการตรวจสอบ ก็ต้องมีหลักวิชาการ แต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน เป็นหน้าที่ของนักวิจัย นักค้นคว้าที่จะต้องตรวจสอบ เพราะความน่าเชื่อถือของผลงาน มันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของข้อมูล
สรยุทธ : ..... ถ้าจะเอาทุกฝ่ายมานั่งคุยกันใหม่ อาจารย์คิดว่าดีไม๊ ณ เวลานี้เมื่อ 30 ปีผ่านไป
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ผมว่าความอ่อนแอของสังคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น โอกาสที่จะทำให้ชัดเจนไม่มี และก็มีคนพูดกันทีละครั้ง ๆ ก็จะทำให้บางจุดบางประเด็นมีความสงสัย และบางจุดก็เกินเลยที่คนบางคนจะรู้ได้ คนที่รู้เฉพาะคนที่อยู่ตรงนั้น คนที่อยู่ข้างนอกก็จะไม่รู้ อย่างกรณีขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้วยิงลงมา ประชาชนจำนวนมากบอกว่ามีการยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ แต่คนขึ้นบอกว่าขึ้นจริง แต่ไม่ได้ยิง และถามว่าใครจะไปมีหลักฐาน และคนขึ้นไปด้วยกันก็ปกป้องกันเอง
สรยุทธ : ..... คุณสมพงษ์ ชำระประวัติศาสตร์เอาไม๊
สมพงษ์ : ..... เอาครับ สังคมเราอ่อนแอ เพราะเรื่องราวที่บันทึกไว้มีจำนวนน้อย อาจจะถูกสั่งสอนแต่โบราณว่าเราจะให้อภัย ลืมเรื่องเก่า อโหสิกรรม โดยเฉพาะกับครอบครัวจอมพลถนอม กิตติขจร ถึงวันนี้คงไม่มีใครจะเรียกว่าทรราชย์ให้บาดใจ คุณพ่อของ พ.ท.กิจก้อง คือ พ.อ.ณรงค์ กลับมาก็ไปเป็น ส.ส. ประชาชนเป็นฝ่ายเลือกด้วย เพราะฉะนั้นเราให้อภัยต่อเหตุการณ์นั้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจให้อภัยคือนักประวัติศาสตร์อย่างคุณเทพมนตรี เพราะนักประวัติศาสตร์ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เพราะในข้อเท็จจริงคือคนในเหตุการณ์นั้นก็ยังไม่ตายเป็นจำนวนมาก สามารถอ้างอิงได้ ถ้านักประวัติศาสตร์สามารถสร้างความจริงให้เป็นความเท็จ สร้างความเท็จให้เป็นความจริง ผมก็เห็นว่าเป็นนักไสยศาสตร์ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ และข้อมูล 4 ประเด็นของ อ.เทพมนตรี ไม่ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ และที่ อ.เทพมนตรีอ้างว่าเกิดไม่ทัน ท่านอาศัยเอกสารการสอบสวนของ สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 28 ต.ค. โดยอ้างว่าได้สอบบุคคลสำคัญๆ ในเหตุการณ์ และผมขอถามว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศเมื่อเดือน ต.ค.2519
สรยุทธ : ..... อีก 3 ปีหลังจาก 14 ตุลาฯ
สมพงษ์ : ..... มหัศจรรย์กว่านั้นก็คือ 3 สัปดาห์หลังจากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย โค่นล้มรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พลิกคดีขึ้นทันควันใน 3 สัปดาห์ ตัดสินว่าจอมพลถนอม จอมพลประพาสน์ ไม่ได้มีความผิดอะไรเลยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม จอมพลถนอม อายุ 65 ปี บวชเป็นสามเณรเข้ามาในประเทศ เกิดเหตุ 6 ตุลาฯ ฆ่าฟันประชาชน ล้อมฆ่า นศ.ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519 สามอาทิตย์ต่อมาตำรวจ สน.ชนะสงคราม ทำเอกสารชิ้นนี้ให้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่คนอย่าง ดร.เทพมนตรี แค่นี้ก็รู้ว่าเป็นการพลิกคดีอย่างมหัศจรรย์ที่สุด 3 อาทิตย์หลังปฏิวัติรัฐประหาร 6 ตุลาฯ
อ.เทพมนตรี : ..... เอกสารนี้ทำมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.2517 มีการกล่าวโทษร้องทุกข์ และตำรวจมีการสอบสวนกันมาถึง 3 ปี มาเสร็จเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2519 ปรากฏว่าอัยการทำหนังสือเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2519 สั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเอกสารนี้เป็นการให้ปากคำของคนจำนวนมากในเหตุการณ์นั้น เป็นการให้การของคุณมนต์ชัย พันธ์คงชื่น บอกว่า อาจารย์สมบัติ ธำรงไธยวงศ์ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คุณเสาวนีย์ ลิมมานนท์ ต่างได้ขึ้นพูดประณามการกระทำของนายเสกสรรค์ (ประเสริฐกุล) อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) อดีตผู้นำขบวนการนักเรียน นักศึกษา ประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่กำลังพาฝูงชนเข้าไปในพระราชวังสวนจิตรลดาว่า เป็นคอมมิวนิสต์
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ผมขอยืนยันว่า คืนนั้นผมอยู่ตลอด และขอยืนยันว่าทั้งผม ธีรยุทธ และคุณเสาวนีย์ ซึ่งขณะนี้มีชีวิตอยู่ ไม่เคยพูด จะมีคนพูดแน่ แต่ไม่ใช่ 3 คนนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างอย่างนี้ต้องให้คุณมนต์ชัยมาอยู่ต่อหน้าดูว่าคุณมีหลักฐานอะไร
สรยุทธ : ..... คุณมนต์ชัยเป็นตำรวจที่อยู่ตรงสวนจิตรลดาฯ
อ.เทพมนตรี : ..... รวมทั้ง พล.ต.ต.ชิดชัย ชำนาญไพร ในขณะนั้น คนเหล่านี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ก็น่าที่จะมาคุยกัน และให้การกับทางตำรวจไว้ ซึ่งก็หมายถึงการชำระประวัติศาสตร์ด้วย
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ผมอยู่ในเหตุการณ์ตลอด และสองคนนั้นผมรู้จักเป็นอย่างดี ไม่ใช่วิสัยของคนสองคนที่จะพูดอย่างนี้แน่นอน
อ.เทพมนตรี : ..... ผมทำตามเอกสารของตำรวจนะครับ
ศ.ดร.สมบัติ : ..... หลังวันที่ 6 ตุลาฯ 2519 ตำรวจตั้งข้อหาผมว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ไปค้นบ้านผมช่วงกลางคืน ก็หมายถึงว่ามีการเหวี่ยงแหหลัง 6 ตุลาฯ
อ.เทพมนตรี : ..... และหนังสือขบวนการประชาชนของอาจารย์เชื่อถือได้ 100% ไม๊ อาจารย์ทำเมื่อปี 2517 หลังจาก 14 ตุลาฯ 2516
ศ.ดร.สมบัติ : ..... คุณหยิบมาประเด็นมาพูดกัน แล้วจะได้รู้ คุณหยิบมา
อ.เทพมนตรี : ..... กล่าวหาว่าบุคคล 3 นั้นมีทรัพย์สมบัติเป็นจำนวนมาก แม้แต่เรื่องเฮลิคอปเตอร์ อาจารย์เป็นคนเซ็นเองว่าขอให้สอบสวนการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงนิสิต-นักศึกษา ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และก็เป็นที่มาของคำสั่งปลดจอมพลถนอม และคนที่ลงลายมือชื่อก็คือ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ ภายหลังมาเป็นรัฐบาล อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ แต่เดิมอยู่รัฐบาลจอมพลถนอม แล้ว พล.อ.อ.ทวี มาให้การ สน.ชนะสงครามว่าคำสั่งนี้มาใบเดียว เพราะกระทรวงกลาโหมประชุมลับ แต่อัยการก็ไม่เชื่อ ทำหนังสือไปถึง ทบ. ซึ่งทาง ทบ.บอกว่าไม่มีการสอบสวนของกระทรวงกลาโหมไม่มีการปลด พล.อ.ณรงค์ เรื่องเฮลิคอปเตอร์ เพราะสั่งการด้วยชอบของกฎหมาย
ดร.สมบัติ : ..... หลังจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ ก็มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต มีการเรียกร้องมาที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ว่าต้องการให้ไต่สวน ผมในตอนนั้นในฐานะเลขาธิการศูนย์ฯ ก็ทำเรื่องไปถึงนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ศูนย์กลางนิสิตฯ ก็ไม่ได้เข้าไปใช้อำนาจรัฐ อำนาจรัฐคือ อ.สัญญา เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคนของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางราชการเขาทำในขณะนั้น เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อ.เทพมนตรี : ..... อาจารย์บอกว่าทำเอกสารขึ้นไป ผมก็ต้องใช้เอกสารบอกว่า เมื่อเขามีการสอบสวน เขาส่งเอกสารมาแผ่นเดียวลงโทษเลย และตอนหลัง พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ ก็มาเปลี่ยนคำให้การ และก็บอกด้วยว่าเหตุผลที่ทำไปในวันนั้นเพราะอะไร แต่อัยการไม่เชื่อ
สรยุทธ : ..... แต่ตอนนั้นจอมพลทั้งสองท่านอาจจะยังมีอิทธิพลอยู่ เพราะฉะนั้นอาจจะทำอะไรก็ได้
อ.เทพมนตรี : ..... มีอิทธิพลอะไรครับ วันที่ 25 ต.ค.ไปไหนต่อไปไหนแล้ว และ นสพ.สมัยนั้นพรั่งพรูไปด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ นานา
สรยุทธ : ..... และที่เชื่อว่า พ.อ.ณรงค์ไม่ได้ยิง เพราะ …
อ.เทพมนตรี : ..... เพราะหลักฐานที่อาจารย์ทำขึ้นไปไม่มีอะไรเลย นอกจากว่าใครนั่งอยู่ตรงไหนบ้าง ถ้า พ.อ.ณรงค์นั่งอยู่ อาจารย์เคยขึ้นเครื่อง UH-1 ไม๊ครับ
ศ.ดร.สมบัติ : ..... รายละเอียดตรงนี้เป็นฝ่ายของทหารทำให้ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องเครื่องบิน
อ.เทพมนตรี : ..... และจะเชื่อได้ยังไงว่ากองทัพจะไม่คิดให้ร้ายจอมพลถนอม
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ก็ในเมื่อรัฐบาลใหม่แล้วนี่ครับ
อ.เทพมนตรี : ..... ถ้ากองทัพทำรายงานนี้ ต้องใส่นามสกุลให้ครบ และต้องเซ็นกำกับว่าเป็นใคร แต่มีลายเซ็นเฉพาะอาจารย์เท่านั้นเอง เฮลิคอปเตอร์เป็นระบบแมนวล และนักบินที่ 2 เอาปืนเอ็ม-16 ยิงยังไงครับ เครื่อง UH-1 ตอนนั้นอยู่ในเขตพระราชทาน กฎของ ทบ.นำเฮลิคอปเตอร์ติดปืนมาไม่ได้
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ตรงนี้ผมไม่เถียง เพราะว่า พ.อ.นพนันท์บอกว่าจริง มีลูกน้องที่ขึ้นไปแล้วบอกมาผม
สรยุทธ : ..... พ.อ.นพนันท์ เป็น ทส.ของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ซึ่งล่วงลับไปแล้ว
สมพงษ์ : ..... เรื่องนี้ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปคือประชาชนถูกยิง ส่วนมาถึงวันนี้จะมีปัดไปมือที่สาม หรือใครไม่ได้ยิงนั้น พวกกระผมอยู่ข้างล่าง ไม่ได้อยู่บนเครื่องบิน และไม่ได้อยู่ในสวนรื่นฯ (สวนรื่นฤดี) และมองไม่เห็นหน้า พ.อ.ณรงค์ เพราะฉะนั้นถ้าทางประวัติศาสตร์แล้ว เราไม่อาจกล่าวโทษเช่นนั้นได้ แต่ที่แน่ๆ พ.อ.ณรงค์ยอมรับว่าได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปสำรวจ และผมมีบุญคุณต่อ นศ.และประชาชนมหาศาล โดยการที่ผมได้ระงับการเข้ายึด ม.ธรรมศาสตร์ โดยผมได้รายงานไปยังสวนรื่นฯ ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีการเข้าบุกธรรมศาสตร์ มันจะต้องตายกันเละ อันนี้ พ.อ.ณรงค์พูดนะครับ
อ.เทพมนตรี : ..... แล้วอาจารย์สงสัยตรงไหน
สมพงษ์ : ..... สงสัยว่าคำพูดของอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขายืนยันว่ามีหลักฐาน คือ พ.อ.นพนันท์ มุตะมะระ บอกว่ามีหลักฐานชัดเจนเขียนไว้มีคำสั่งยุทธการให้เข้าตี ม.ธรรมศาสตร์ ลงนามโดยจอมพลประพาสน์ จารุเสถียร ดังนั้น จึงเชื่อถือทางประวัติศาสตร์ได้ เพราะ พ.อ.ณรงค์เป็นผู้ยืนยันเอง ส่วนที่ไม่สามารถยืนยันกันได้ก็คือ พ.อ.ณรงค์ขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้วยิงลงมา ตอนขึ้นก็ไม่มีใครเห็น ตอนลงก็ไม่มีใคร ตอนยิงก็ไม่มีใครเห็น แต่ผมอยู่ข้างล่าง ไม่รู้ว่าใครยิงจากเฮลิคอปเตอร์
สรยุทธ : ..... มีการโยงว่ามีการไปจับเสือพรานบนอาคารกรมสรรพากร มีคนลาว เขมร ซึ่งเป็นการสอบสวนของ สน.ชนะสงคราม
อ.เทพมนตรี : ..... และเป็นคำให้การของ พล.ท.วิทูรย์ ยะสวัสดิ์ ที่โบ้ยไปให้คุณสุธรรม แสงประทุม ในแท๊บลอยด์ของไทยโพสต์
สรยุทธ : ..... ขั้วความคิดของ ดร.ชาญวิทย์ กับคุณแตกต่างกันไม๊
อ.เทพมนตรี : ..... ส่วนหนึ่งครับ แต่ผมก็ดำเนินเรื่องตามที่อาจารย์ทำมา ผมมาเติมหัวกับท้ายให้อาจารย์ว่าก่อนที่จะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น เรื่องของคอมมิวนิสต์ และรายงานการเสียชีวิตของคนที่ไปปราบคอมมิวนิสต์ และท้ายก็คือคอมมิวนิสต์ที่ฐาน พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ซึ่งเป็นฐานใหญ่ยังคงอยู่
สรยุทธ : ..... จะบอกว่าคอมมิวนิสต์แทรกซึมเข้าไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ
อ.เทพมนตรี : ..... เพราะว่ากำลังถูกกวาดล้างอย่างหนัก ก็เลยเบี่ยงเบนเป้ามาที่ในเมืองชั่วคราว เพื่อรอกำลังจากลาวเข้ามา
สรยุทธ : ..... อาจารย์ชาญวิทย์มองประวัติศาสตร์ในมุมมองของคุณเทพมนตรีไปหาหลักฐานมา ไม่เหมือนกับอาจารย์ชาญวิทย์บอก
ดร.ชาญวิทย์ : ..... ผมคิดว่าในภาพของ พล.อ.ณรงค์ กิตติขจร นั้นก็ต้องมีการออกมาแก้ตัวอยู่เป็นประจำว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กระทำในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 แต่เราต้องไม่ลืมว่ากลุ่มคนพวกนี้ทั้งจอมพลถนอม จอมพลประพาสน์ และภริยา รวมทั้ง พล.อ.ณรงค์ ถูกยึดทรัพย์โดยรัฐบาลของ อ.ธรรมศักดิ์ มนตรี และในอีกประเด็นหนึ่ง พล.อ.ณรงค์ ก็ถูกออกจากราชการโดยคำสั่งของ รมว.กลาโหมโดยไม่มีบำเหน็จบำนาญ ผมคิดว่าในแง่นี้เข้าใจได้ว่าทำไมต้องออกมาแก้ตัวทั้งตัวบุคคล และต้องแก้ตัวกับประวัติศาสตร์ของประเทศชาติด้วย ผมว่าอยู่ที่ประชาชนจะตัดสิน ดังนั้น เห็นว่าน่าจะมีหนังสือประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ ในข้อเขียนของคนจำนวนมากๆ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ของคนไทย แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่สามารถผลิตตำราออกมาได้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียน แต่ก็ไม่ผ่าน ดังนั้น คุณเนาวรัตน็ก็ออกมาพิมพ์เอง ดังนั้น หากภาคเอกชนทำออกมา เป็นสิ่งที่ดี และครูบาอาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็จะมาเลือกเองว่าฉบับไหนเป็นของปลอมหรือของจริง
พ.ท.กิจก้อง : ..... ขออนุญาตแก้ไขตรงนี้ แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น และที่คุณพ่อของผมออกมาครั้งนี้ ก็ไม่อยากจะออกมาแก้ตัว แต่เป็นการเชิญของอาจารย์เทพมนตรี เพราะคุณพ่อจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ยกเว้นว่าจะมีการพูดคุยแบบวิชาการ
สรยุทธ : ..... ไม่อยากได้ทรัพย์สินคืนเหรอ
พ.ท.กิจก้อง : ..... ไม่ได้คาดหวังที่จะได้คืนอยู่แล้ว เพราะที่ทำตอนนี้ก็ไม่หวัง แต่อยากให้ความจริงปรากฏออกมาว่าอะไรคือความจริงในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
อ.เทพมนตรี : ..... ความมุ่งหมายของผมตั้งแต่แรกก็คือต้องการเอาเอกสารลับชิ้นนี้ออกมา เพื่อให้มีการชำระประวัติศาสตร์
สรยุทธ : ..... คุณสมพงษ์เชื่อในประเด็นนี้ไม๊
สมพงษ์ : ..... เชื่อยากครับ ผมขอถามคุณเทพมนตรีว่า รู้จักคุณอนันต์ ภัคประไพ ไม๊
อ.เทพมนตรี : ..... คือใครครับ
สมพงษ์ : ..... คุณรู้จักคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ไม๊
อ.เทพมนตรี : ..... รู้จักครับ
สมพงษ์ : ..... คุณบุญเกิด พีระคำ รู้จักไม๊
อ.เทพมนตรี : ..... ไม่รู้จักครับ
สมพงษ์ : ..... คุณเขียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ ถ้าไม่รู้จัก 3 ท่านนี้ แย่แล้วครับ อย่าเขียนเลยครับ
อ.เทพมนตรี : ..... การรู้จักหรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะเขียนไม่ได้
สมพงษ์ : ..... เพราะถ้าไม่รู้จัก ก็จะไม่รู้เลยว่าประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ มีความเป็นมาอย่างไร เพราะทั้งสามท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2512 กระทั่งปี 2514 จอมพลถนอมขับไล่บุคคลเหล่านี้ โดยการปฏิวัติล้มรัฐสภา คนเหล่านี้ลุกขึ้นมาฟ้องว่าท่านใช้อำนาจ ไม่เป็นธรรม ตอนนั้นรัฐบาลสมัยนั้นใช้ศาลทหารตัดสินให้คนทั้งสามติดคุก บุคคลสามคนนี้เป็นวีรชนของคน 14 ตุลาฯ
เทพมนตรี : ..... ผมต้องยอมรับว่าทำเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ
สมพงษ์ : ..... นี่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เลยนะครับ
อ.เทพมนตรี : ..... ไม่ใช่ครับ อันนี้มันก่อน
ศ.ดร.สมบัติ : ..... 14 ตุลาฯ จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีกระบวนการต่างๆ ก่อนหน้านี้ แต่ที่เกิดขึ้นเพราะเป็นผลพวงจากการใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองประเทศในสมัยนั้น และทำให้นักศึกษา ประชาชน เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ
สรยุทธ : ..... มือที่สามซึ่งมีสองส่วนคือ พคท. และผู้ที่ล่วงลับไปแล้วคือ พล.อ.กฤษณ์ และโยงไปถึงเรื่องอาจารย์เสกสรรค์ กับคุณพีรพล ที่บอกว่าคุณพีรพลเข้าไปในวัง และรับรู้ตกลงกันเรียบร้อยกับฝ่ายรัฐบาลแล้ว แต่กลับมาบอกคุณเสกสรรค์ว่าคนที่เข้าไปสงสัยชะตาขาด และก็เลยมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจนกระทั่งเกิดการปะทะกันนองเลือด
อ.เทพมนตรี : ..... ทุกวันนี้ใช้แต่คำให้การของฝ่ายที่ชนะ กรณีคุณพีรพลกลับมาจากการไปเข้าเฝ้าพร้อมกับอาจารย์สมบัติ พอออกมา คุณพีรพลมากระซิบกับคุณเสกสรรค์ว่า คนที่ไปเข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว จริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ก็มี เพราะฉะนั้นในเมื่อตกลงกับรัฐบาลได้ แต่ที่อาจารย์บอกแบบนี้เป็นการกระตุ้นหรือเปล่าที่ทำให้อาจารย์เสกสรรค์วิ่งเข้าไป และทุกวันนี้ผมไม่ทราบว่าอาจารย์สมบัติให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ไว้ว่า อาจารย์เสกสรรค์ไม่เกี่ยวข้อง เป็นแค่ประชาสัมพันธ์ ตกลงอาจารย์เสกสรรค์อยู่ในส่วนไหนของอาจารย์สมบัติ ผมก็เริ่มงงๆ
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ก็เพราะคุณไม่ได้ศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยนายกของมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นกรรมการกลาง ผมถึงบอกว่าคุณศึกษา แต่ไม่ได้ลงลึก คนที่เป็นนายกจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นกรรมการกลาง แล้วเลือกเลขาธิการศูนย์ฯ และมีรองเลขาธิการศูนย์ฯ ผมบอกว่าคุณเสกสรรค์เป็นตำแหน่งประชาสัมพันธ์ศูนย์ฯ และก็เป็นจริงๆ เพราะศูนย์ฯ แต่งตั้ง คุณสมพงษ์เป็นนายกของ ม.รามคำแหงก็ยืนยันได้ และกรรมการศูนย์ฯ มีมติมอบหมายให้คุณเสกสรรค์ดูแลเวทีและควบคุมฝูงชน
อ.เทพมนตรี : ..... และคุณพีรพลพูดไม๊ว่าชะตาขาดหมดแล้ว
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ก็ต้องไปถามคุณพีรพล
อ.เทพมนตรี : ..... แต่ศูนย์นิสิตฯ เป็นคนบอกเองนะครับว่าที่ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว: และคุณเสกสรรค์เลยขบวนไป เพราะได้ข่าวลือว่าไม่ปลอดภัย เลยข้ามไปตรงนั้น แต่ก็ต้องเจอทหารรักษาพระองค์
สรยุทธ : ..... คุณเทพมนตรีระบุถึงขั้นว่าอาจารย์เสกสรรค์เป็นคอมมิวนิสต์เลยนะ
อ.เทพมนตรี : ..... อันนี้เป็นคำพูดของการสอบสวนครับ และอาจารย์เสกสรรค์ก็ยืนยันว่าการสอบสวนทั้งหมดเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน การเข้าใจผิด ทุกคนต้องรู้ไส้รู้พุงกันอยู่แล้ว
สรยุทธ : ..... แล้วเรื่อง พคท. ?
เทพมนตรี : ..... ก่อนหน้านี้มีการโจมตีอย่างหนักโดยฝ่ายรัฐบาล
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ความขัดแย้งมันจบลงในเช้าวันที่ 14 เรียบร้อย ดังนั้น ความขัดแย้งก่อนหน้านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุ เพราะมันยุติกันเรียบร้อย เขากลับบ้านกันหมดในตอนเช้ามืด
อ.เทพมนตรี : ..... อาจารย์เชื่อไม๊ว่า อาจารย์สมศักดิ์ เทียมธีรสกุล เชื่อถือได้ไม๊ อยู่ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเอกสารสัมมนาน่านเหนือ พูดถึงเรื่องนี้ด้วยว่ามีการแทรกซึมของ พคท.ในกลุ่มนักศึกษา และผู้ที่มาเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วย
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ผมรู้จักผู้นำนักศึกษาที่เป็นนายกทุกคนว่าใครทำอะไร แต่คนที่พูดคนนี้ ผมไม่รู้จัก และเขาก็ไม่รู้จักผม และไม่เคยทำงานกับกรรมการศูนย์ฯ
อ.เทพมนตรี : ..... อาจารย์ต้องไปถามอาจารย์เสกสรรค์และอาจารย์ธีรยุทธว่ารู้เรื่องการประชุมครั้งนี้ไม๊ เพราะการประชุมครั้งนี้ได้แจงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์ใน 14 ตุลาฯ ไว้ด้วย โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญมีคนของพรรคคอมมิวนิสต์ส่วนหนึ่งร่วมผลักดันอยู่ด้วย ในการลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ก็มีคนของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งคนทั่วไปรู้จักดี รวมอยู่ด้วย ภายนอกสถาบันก็มี มวลชนต่างๆ ในกลุ่มกรรมกรก็มี ในส่วนของข่าวกรองของรัฐบาลก็มี หนังสือพิมพ์ก็มี เพื่อประโคมข่าวให้คึกโคมให้ประชาชนมาเยอะ ๆ ตกลงเอกสารฉบับนี้ ซึ่งประชุมในปี 2521 เก๊หรือครับ
สมพงษ์ : ..... ผมอยู่ในเหตุการณ์ที่อาจารย์กล่าวอ้างในเอกสารหลายตอนว่าคอมมิวนิสต์เกี่ยวข้องหรือมีบทบาทสำคัญ ศูนย์กลางนิสิตฯ หลังจากได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว เหตุการณ์ก็นำมาสู่การคลี่คลายตกลงกันได้ มี อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นพยาน ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นตั้งแต่เข้าเฝ้าในหลวง จนกระทั่งทำสัญญา ตั้งแต่เวลาตี 4-5 ทุกอย่างจบลงแล้ว จนกระทั่งก่อน 6 โมงเช้า ผมจำเป็นต้องกลับทาง ถ.พระราม 5 เอกสารถูกบันทึกไว้ตอนหลังระบุว่า นศ.ถูกตำรวจกั้นไม่ให้ไป ถ.พระราม 5 โดยอ้างว่าถ้าปล่อยไป คอมมิวนิสต์อาจจะเข้าวังได้ จึงต้องถวายอารักขาในหลวง แต่จริงๆ พวกเรากำลังจะกลับบ้าน ไปทาง ถ.พระราม 5 ก็คือไปบ้านเกศโกมล ไม่ได้กลับไปทางวัง ตำรวจไม่ให้เรากลับ ก็เกิดปะทะกัน และเมื่อตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและเข้าตีพวกเรา ทางวังก็เปิดประตูรับพวกเราครับ
อ.เทพมนตรี : ..... ตอนนั้นเป็นการให้การของคุณประจวบ สุนทรางกูร
สมพงษ์ : ..... ไม่ใช่ครับ แต่เป็นการอ้างข้อมูลจาก พ.ต.อ.วิศิษฎ์ เดชกุญชร ซึ่งภาพเหตุการณ์ทีวี และหนังสือพิมพ์ก็เห็นชัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวงศ์ ออกมาเปิดประตูวัง รับพวกกระผมเข้าวัง พระองค์ท่านทรงอยู่กับประชาชนในยามยากลำบาก โดยไม่ได้เกรงว่าเป็นคอมมิวนิสต์เลย ทำไมประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไม่ถามคนที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าหมอบเกล้าฯ อยู่ในเหตุการณ์นั้น นี่คือข้อเท็จจริง
อ.เทพมนตรี : ..... อาจารย์เห็นตำรวจตีครั้งแรกเลยหรือครับ
สมพงษ์ : ..... เห็นครับ ผมถึงกล้าพูดไง เพราะตำรวจปิดถนนพระราม 5 เพราะกลัวว่าคอมมิวนิสต์จะเข้าวัง
อ.เทพมนตรี : ..... วันที่ 10 ต.ค. มีการได้วิทยุจาก ผกค.เข้ามา ซึ่งในหลวงได้เรียกจอมพลถนอมเข้าไป โดยตรัสว่าอย่าใช้กำลังและอาวุธปราบปรามประชาชน เพราะคอมมิวนิสต์จะเข้ามา
สรยุทธ : ..... คุณมีเอกสารหรือไม่
อ.เทพมนตรี : ..... มีครับ แต่เป็นสำเนา ซึ่งอันนี้สูญหายไปแล้ว
ศ.ดร.สมบัติ : ..... เอกสารหรือข้อมูลมีหลายด้าน นักค้นคว้าจะต้องวิเคราะห์ถึงความน่าเชื่อถือต่างๆ และมาตรวจทานทั้งหมด จึงนำมาเสนอ ไม่ใช่เห็นอะไรมาหมดก็นำมาเสนอ
อ.เทพมนตรี : ..... ผมเป็นรุ่นหลังกว่าอาจารย์เยอะ ผมไม่กล้าที่จะมาต่อกรกับอาจารย์ แต่จะบอกว่าสิ่งที่ผมจะบอกก็คือการที่จะมาชำระประวัติศาสตร์ ผมหรืออาจจะผิดในอนาคตก็ได้ ไม่เห็นจะต้องมากลัวอะไรกันมากมายขนาดนี้
ศ.ดร.สมบัติ : ..... ผมไม่ได้กลัว เพียงแต่อยากจะบอกว่านักวิจัยหรือนักวิชาการก่อนนำข้อมูลมาเสนอ จะต้งอมีความรอบคอบและรัดกุมก่อน เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ
สมพงษ์ : ..... ผมเห็นใจคุณเทพมนตรีจริงๆ นะครับ เพราะขนาดผมยืนยันว่าอยู่ในเหตุการณ์ อาจารย์ก็พยายามไม่เชื่อ ผมคิดว่าสังคมไทยจะต้องให้เกียรติกัน ก็คงคิดว่าได้อ่านงานของ อ.เทพมนตรีต่อไป ส่วนอะไรที่คิดว่าไม่ตรงข้อเท็จจริง ทางผมก็ต้องเคารพต่อประวัติศาสตร์เหมือนกัน
สรยุทธ : ..... ดูแนวโน้มถ้ามองอีกมุมนึงว่าความพยายามครั้งนี้ที่จุดประเด็น คงไม่สำเร็จซะแล้วหรือยังไงครับ
พ.ท.กิจก้อง : ..... ไม่ใช่ว่าไม่สำเร็จ ผมว่าน่าจะทำให้เกิดการชำระขึ้นมา ควรจะออกมาคุยกันให้เรียบร้อย เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นหลังต่อไป
สรยุทธ : ..... โพลล์ ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ ฉบับ “เทพมนตรี” น่าเชื่อถือหรือไม่ น่าเชื่อถือ 16.13% ไม่น่าเชื่อถือ 83.87%.
ที่มา:
http://interactivemedia.mcot.net/newstalk2003-10-14.htm